รายงานเกี่ยวกับใบเมี่ยงน่าน

Posted by: | Posted on: กุมภาพันธ์ 11, 2014

คำนำ

 

               งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน   เป็นงานในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

อันเนื่องมาจาก พระราชดำริฯ  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   ซึ่งโรงเรียน

นาน้อยได้รับสนองงานตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2541 ถึงปัจจุบันโดยมีจุดมุ่งหมายในการปลูกผังให้นักเรียนโรงเรียนนาน้อยได้เกิดจิตสำนึกในการรักษาสภาพแวดล้อม ได้ศึกษาพรรณไม้ในโรงเรียนและท้องถิ่นเพื่อที่จะนำไปขยายผลถึงครอบครัว ชุมชน ให้เกิดการหวงแหนและตระหนักที่จะอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และนำผลการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ในปีการศึกษา 2550 นี้ ข้าพเจ้า ได้รับมอบหมายจากครูบุญฤทธิ์ ชาเตียม ให้ศึกษาเกี่ยวกับ  ใบเมี่ยง(น่าน)  :  ประโยชน์แท้แก่มหาชน ซึ่งโรงเรียนนาน้อยได้ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า  สัมภาษณ์  ปฏิบัติจริงเกี่ยวกับใบเมี่ยง(น่าน)อย่างแท้จริงในพื้นที่ที่มีการปลูกเมี่ยง และเก็บรวบรวมเป็นองค์ความรู้พร้อมทั้งประโยชน์เกี่ยวกับต้นเมี่ยงอย่างสมบูรณ์ดังเอกสารที่ปรากฏซึ่งเป็นรายงานนี้

ข้าพเจ้าหวังว่ารายงานการศึกษาค้นคว้าใบเมี่ยง(น่าน) :  ประโยชน์แท้แก่มหาชน  ฉบับนี้

คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา หากมีข้อผิดพลาด บกพร่องประการใด ขอความกรุณาผู้ศึกษา

ได้ชี้แนะ แนะนำ เพื่อปรับปรุง แก้ไขต่อไป

( นางสาวสุภานัน   ก้อชนะ )

ผู้จัดทำ

 

 

 

 


บทคัดย่อ (Abstract)

 

ใบเมี่ยงน่าน   Camellia  Simemsis  Ktzc.

โรงเรียนนาน้อย  อำเภอนาน้อย  จังหวัดน่าน

ต้นเมี่ยงเป็นไม้พุ่ม  เริ่มปลูกที่ตำบลเรือง  อำเภอเมือง  จังหวัดน่าน  ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษตามคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ  (พ่อแก้ว  ทิพพะเสน)  ประมาณปี พ.ศ. 2255 พ่อสีมาได้รับการแต่งตั้งเป็นท้าวสีมาซึ่งจะต้องส่งส่วยเมี่ยงที่มักเรียบร้อยแล้วแก่เจ้ามหาชีวิต (พระเจ้าน่าน,เจ้าผู้ครองนครน่าน) ซึ่งตรงกับสมัยของเจ้าฟ้าเมืองคองและเจ้าเมียวซา  (2251-2257)  ขุนนางพม่าปกครองดูแลเมืองน่าน ชาวน่านหรือชาวเหนือจึงนิยมชอบอมเมี่ยงหรือกินเมี่ยงเป็นของว่างหรือรับแขกผู้มาเยือนจนถึง

ทุกวันนี้

เมี่ยงจัดอยู่ในวงศ์ชา  ชอบขึ้นตามเชิงเขา  ต้องการแสงรำไร ปลูกได้ในที่มีต้นไม้ใหญ่บังแสงเพราะมีความชื้อดี  ปลูกโดยหยอดเมล็ด หลุมละ 3-5  เมล็ดปลูกลึกประมาณ 5 เซนติเมตร เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการเตรียมดินเพราะอยู่ตามเชิงเขาระหว่างต้นแถวประมาณ  1.5 X 2 เมตร เมื่อลำต้นเจริญเติบโต   เกษตรกรจะดายหญ้ารอบ ๆ บริเวณที่ปลูกเท่านั้น

เกษตรกรผู้ปลูกเมี่ยงมีประมาณ 254 รายพื้นที่ปลูก 1,348 ไร่ 112,748 ต้น ให้ผลผลิต 870 ไร่ จำนวน 112,748 ต้น

            เมี่ยงมีประโยชน์และสรรพคุณต่าง ๆ มากมายทั้งทางด้านอาหารและยา   ปัจจุบันสามารถ

นำ ไปพัฒนาเป็นชาใบเมี่ยง ชาดื่มเพื่อลดไขมันในเส้นเลือด ละพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ

อย่างเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามโครงการพระราชดำริฯ ในท้องที่อำเภอนาน้อย  อำเภอปัว

อำเภอเมือง   อำเภอนาหมื่น  และขยายไปสู่อำเภอต่าง ๆ ในอนาคต

บทนำ (Introduction)

            เมี่ยง  จัดเป็นไม่พุ่มขนาดกลาง ถือว่าเป็นพรรณไม้ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของเมืองน่านมาช้านาน  ตามข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดน่านได้กล่าวไว้ว่าเมี่ยงน่านปลูกมากตามไหล่เขาบ้านเปา อำเภอนาน้อย , บ้านนาทะนุง  อำเภอนาหมื่น , บ้านศรีนาป่าน  อำเภอเมือง ,

บ้านสกาด  อำเภอปัว  , บ้านชีอำเภอเชียงกลาง   ปัจจุบันเมี่ยงในท้องถิ่นไม่สามารถผลิต (หมัก)

  ได้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค จึงมีพ่อค้านำเมี่ยงจังหวัดแพร่มาขายในหลายท้องที่ เช่น อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น  อำเภอสา  เป็นต้น  แต่ละรสชาติของเมี่ยงน่าน (เมี่ยงเก่า) มีรสชาติอร่อยที่สุด ส่วนเมี่ยงใหม่ (หมัก  15  วัน)  ไม่ค่อยนิยมเพราะมีรสฝาดไม่อร่อย  ปัจจุบันเพื่อสนองความต้องการ    ผู้บริโภคจึงพ่อค้าผลิตเมี่ยงอมจำนวน 9 รส คือ เมี่ยงน้ำตาล , เมี่ยงเกลือ (เมี่ยงเค็ม) ,

เมี่ยงหมี่ , เมี่ยงกระเทียมดอง , เมี่ยงขิง , เมี่ยงมะขามเปียก , เมี่ยงมะกอกป่า , เมี่ยงมะนาว  และ

เมี่ยงสามรส

           โรงเรียนนาน้อย  อำเภอนาน้อย  จังหวัดน่าน  ได้ตระหนักถึงการศึกษาพรรณไม้ในท้องถิ่นเพื่อให้เยาวชนของชาติได้ทำการศึกษาใบเมี่ยงอย่างจริงจังทุกด้าน  ส่งเสริมให้ศึกษาค้นคว้าใบเมี่ยงในแหล่งที่เพาะปลูกทุกอำเภอแล้วนำมาเปรียบเทียบคุณภาพ  การเจริญเติบโต  การเก็บเกี่ยว   กระบวนการผลิต  ฯลฯ  รวมเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับเมี่ยง   ตลอดจนอนุรักษ์พรรณไม้ต้นเมี่ยงและพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับต้นเมี่ยงเพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาไทยให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคต

อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย

1.สมุดจดบันทึก                                         2.กล้องถ่ายรูป

3.อุปกรณ์การเขียน                                     4.ไม้บรรทัด

5.หนังสืออ้างอิงต่างๆ                                                6.คอมพิวเตอร์

1.กล้องถ่ายรูป

เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างหนึ่ง  ที่ใช้ช่วยในการเก็บข้อมูลเปรียบเสมือนหน่วยความจำในการช่วยเก็บภาพ  ข้อมูลลักษณะต่างๆ ทำให้ง่ายต่อการศึกษาวิจัย แต่งานสวนพฤกษศาสตร์ประสบปัญหาขาดแคลนกล้องถ่ายรูปซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอ และต้องยืมกล้องถ่ายรูปจากที่อื่น

2.สมุดจดบันทึก

สมุดจดบันทึกใช้จดบันทึกรายละเอียดต่างๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับใบเมี่ยง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในภายหลัง

3.อุปกรณ์การเขียน

ปากกา ดินสอ ใช้จดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ  เกี่ยวกับเมี่ยงที่ได้จากการสังเกต     สอบถาม   และ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันลงบนสมุดบันทึก   เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยต่อไป

4.ไม้บรรทัด

เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนต่างๆของเมี่ยง เช่น การวัดขนาดของใบ ทั้งใบแก่และใบอ่อน  ฯลฯ   ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตของเมี่ยงได้อย่างชัดเจน

5.หนังสืออ้างอิงต่างๆ

หนังสือนั้นถือว่าเป็นแหล่งอ้างอิงที่ใช้ในการศึกษาวิจัยข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมี่ยง  มีการนำข้อมูลต่างๆที่ได้จาการศึกษาจากธรรมชาติโดยตรงมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในหนังสือที่ทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลาย หรืออาจเป็นประเด็นใหม่ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าทำให้ได้ข้อมูลที่    ถูกต้องมากขึ้น

6. คอมพิวเตอร์

ความจำเป็นที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ เพื่อทำให้งานเกิดความมีประสิทธิภาพมากขึ้น      จากการศึกษาข้อมูลของใบเมี่ยงนั้นก็ศึกษาได้หลากหลายโดยเฉพาะข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่มีความหลากหลายน่าศึกษาค้นคว้า และเป็นแหล่งอ้างอิงในการศึกษาได้เป็นอย่างดี

วิธีการศึกษาใบเมี่ยง

          วิธีการศึกษาใบเมี่ยงตั้งแต่รากจนถึงเมล็ดหรือแม้กระทั่งการนำไปใช้ประโยชน์มีวิธีการต่างๆ  มากมายโดยเกิดจากการผสมผสานแนวคิดที่มีอยู่แล้วเข้ากับวิธีการต่างๆที่ได้รับจากบุคคลอื่น  เช่น  แนวคิดที่ได้จากการศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนประเด็นซึ่งกันและกัน จากบุคคลหรือโรงเรียนอื่นๆ  ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้วิธีการต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการปฏิบัติจากแนวคิดที่มีอยู่

กรณีการศึกษา “ใบเมี่ยง” เป็นการศึกษาเกี่ยวกับพืชที่มีวิธีการศึกษาแบบความสัมพันธ์ระหว่าง

ครู             นักเรียน              ธรรมชาติ   ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน

ความสัมพันธ์

 ครู               นักเรียน             ธรรมชาติ

ครู

เป็นบุคคลที่คอยชี้แนะ  ช่วยเหลือในการให้คำปรึกษาต่างๆ เสริมสร้างสนับสนุนและเปิดโอกาสให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้  และศึกษาค้นคว้าใบเมี่ยง  และช่วยในการตรวจสอบผลการศึกษา

นักเรียน

เป็นผู้ลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริงโดยศึกษาใบเมี่ยง  จากแหล่งต่างๆ เช่น  หนังสือ  อินเตอร์เน็ต

ที่สำคัญคือการศึกษาและสัมผัสการเรียนรู้กับธรรมชาติและสภาพของต้นเมี่ยง มีการสำรวจข้อมูลนำเสนออาจารย์ในรูปแบบสำรวจนำข้อมูลเสนอรายงานและอภิปรายผลการศึกษาที่ได้

ธรรมชาติ

การได้ศึกษาสังเกตลักษณะของต้นเมี่ยงจากธรรมชาติที่แท้จริง ทำให้ครูและนักเรียนมี  กิจกรรมที่ร่วมกันมากขึ้นและช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้นอีกด้วย

วิธีการที่ได้รับจากผู้อื่น

นอกเหนือจากวิธีการที่มีการปฏิบัติกันตามแนวคิดที่มีอยู่เหล่านั้นยังได้นำวิธีการจากผู้อื่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาใบเมี่ยงซึ่งได้รับจากการแนะนำแลกเปลี่ยนความคิดเห็น    การเข้าร่วมอบรม  ฯลฯ ที่ทำให้เกิดทัศนะใหม่ๆซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยเป็นอย่างมาก  ซึ่งวิธีการที่ได้นำมาปรับปรุงประยุกต์ใช้นั้นมาจากวิธีการของโรงเรียนปัววิทยาคม  อำเภอปัว         จังหวัดน่าน  จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะใช้วิธีการนี้ในการศึกษาใบเมี่ยงในท้องถิ่นต่างๆ

ความสัมพันธ์

ครู                  นักเรียน                 ธรรมชาติ               บุคลากรในท้องถิ่น

ในการดำเนินการศึกษาใบเมี่ยงที่ยังคงแนวคิดที่มีอยู่แล้วผนวกกับความคิดที่มีอยู่แล้วกับแนวคิดใหม่ที่ได้จากวิธีการของผู้อื่นก่อให้เกิดการผสมผสานกันอย่างลงตัวทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและเพิ่มเติมมากขึ้น จึงเกิดการปรับปรุงพัฒนางานในรูปแบบที่แปลกใหม่  และเกิดการพัฒนาแนวคิดใหม่ขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้งก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้าวิจัยใบเมี่ยงอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ใบเมี่ยง (น่าน)  :  สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว

 

ชื่อพื้นเมือง (Local name):

 

              เมี่ยง (เหนือ) , ชา  (กลาง)  ,เต๊  (จีนแต้จิ่ว)

 

ชื่อวิทยาศาสตร์( Scientific name):

             

Camellia simenssis  Ktze.

 

ชื่อวงศ์  (Family):

 

THEACEAE

 

ชื่อสามัญ (Common name):

                 

                   Tea plant

ประวัติความเป็นมา

ต้นเมี่ยงที่ตำบลเรืองเริ่มปลูกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ                               ( พ่อแก้ว  ทิพพะเสน ) ว่าประมาณ ปี พ.ศ. 2255  พ่อสีมา  ได้รับแต่งตั้งเป็น ท้าวสีมา  ซึ่งจำต้องส่งส่วยให้แก่ ท้าวมหาชีวิต  เจ้าผู้ครองเมืองน่าน  ชาวเหนือจึงชอบอมหรือกินเมี่ยงเป็นของว่างจนทุกวันนี้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นเมี่ยง

 

ใบ   ใบของเมี่ยงจะมีลักษณะเป็นใบเดี่ยวขอบใบมีลักษณะเป็นขอบจักรเหมือนฟันเลื่อยมีลักษณะหนาเหนียว  ด้านบนของใบจะมีสีเขียวแก่ผิวใบด้านบนจะมีสีเขียวเข้มมันวาวกว่าผิวใบด้านล่าง  ใบจะเป็นรูปไข่หรือใบหอก  จะเห็นเส้นใบได้ชัดเจนมีลักษณะการจัดเรียงตัวเป็นแบบร่างแห  ใบเมี่ยง จะมีกลิ่นหอมแบบเปรี้ยวๆ  ใบมีขนาดความกว้าง  3-4  เซนติเมตร ความยาว  6-12  เซนติเมตร

 

ดอก   ดอกจะมีลักษณะเป็นสีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อนๆ ออกดอกเดี่ยวและช่อ ถ้าเป็นช่อ ช่อละ 1-3  ดอก ออกดอกตามชอกใบดอกจะมีลักษณะดอกตูมกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร  มีเกสรจำนวนมากอยู่ตรงกลางดอกเป็นกระจุก เกสรตัวเมียจะมีปลายแยก 2-3 แฉก เกสรตัวผู้มีสีเหลือง     ก้านดอกจะแข็งยาวประมาณ  1  เซนติเมตร

 

ผล   ผลเมี่ยงเมื่อดิบจะมีสีเขียวมีขนาด  1-1.5  เซนติเมตร เมื่อแก่ผลจะมีสีน้ำตาลเข้ม และถ้าผลแก่เต็มที่จะมีสีน้ำตาลเข้มแห้งจนแตกออกเป็นกลีบ 2-3 ซีก ซึ่งจะมีเมล็ดอยู่ในผล

 

ลำต้น  ต้นเมี่ยงเป็นพุ่มยืนต้นขนาดย่อม  สูงประมาณ  2-3  เมตร  ตรงโคนต้นจะมีสีน้ำตาลปลาย     ลำต้นจะมีสีเขียว  บางครั้งอาจจะมีตะใคร่น้ำหรือพืชตระกูลมอขึ้นตามโคนต้น

 

เปลือก  เปลือกของต้นเมี่ยงจะมีสีน้ำตาลบริเวณโคนต้นและมีสีเขียวบริเวณปลายของต้น  เปลือกของเมี่ยงจะมีสีเขียวและน้ำตาลไปตามความแก่-อ่อนของกิ่งที่เจริญเติบโต

พฤติกรรม :         

         

-                   ขึ้นตามไหล่เขาที่เย็นชื้น

-                   ขึ้นอยู่กับดิน ฟ้า อากาศ ที่สมบูรณ์

-                   มีแมลงมาไต่ตอมที่ลำต้นและใบ ดอก เช่น  มดดำ ผึ้ง เป็นต้น

-                   การปลูกจะนำเมล็ดมาปลูกมากกว่าลำต้น

-                   การปลูกด้วยลำต้นจะขุดหลุมลึกตามความยาวของราก

-                   ความสูงของต้นที่นำไปปลูก ๑ ฟุต ปลูกห่างกัน ๑ เมตร

-                   ปลูกประมาณ ๕ ปี ตัดกิ่งแก่ตอนได้ เพื่อให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

-                   การดูแลรักษาจะไม่ใส่ปุ๋ย แต่จะดูแลด้วยการถอนหญ้ารอบ ๆ โคนต้น

เพื่อทำแนวป้องกันไฟป่า

-                   มีไลเคนเกาะอยู่ตามลำต้น

ระบบนิเวศ

  การปลูก

ต้นเมี่ยงเป็นไม้ยืนต้น ประเภทพุ่มขนาดกลาง ต้องการแสงรำไร ปลูกได้ในที่ที่มี             ต้นไม้ใหญ่บังแสง เกษตรกรในหมู่บ้าน  ชอบปลูกตามเชิงเขา เพราะมีความชุ่มชื้นดี ปลูกโดยหยอดเมล็ด  หลุมละ 3 – 5 เมล็ด ปลูกลึกประมาณ 5 เซนติเมตร เกษตรกรส่วนใหญ่มักไม่มีการเตรียมดิน  เพราะอยู่ตามเชิงเขา ระหว่างต้นระหว่างแถวประมาณ  1.5*2  เมตร

  การดูแลรักษา           

หลังจากเกษตรกรหยอดเมล็ดไปแล้ว เมื่อเจริญขึ้นมา  เกษตรกรจะคอยดูแลเรื่องหญ้าและวัชพืชรอบต้น ไม่มีการใส่ปุ๋ย อาศัยใบไม้ที่หล่นทับถมกันเป็นปุ๋ย ไม่มีการให้น้ำอาศัย      ความชุ่มชื้น ในดินประกอบกับที่ราบ เชิงเขา ไม่สามารถให้น้ำแก่ต้นเมี่ยงได้

   การเก็บเกี่ยว

ต้นเมี่ยงเก็บเกี่ยวไปหมัก เมื่อมีอายุ 3 – 4 ปี   ในรอบ 1 ปี  จะได้ดี 2  รุ่น

รุ่นที่ 1  เก็บประมาณวันที่ 1 มิถุนายน

รุ่นที่ 2  เก็บประมาณวันที่ 2 สิงหาคม

รุ่นที่ 3  เก็บประมาณวันที่ 3 ตุลาคม

   แหล่งปลูก

  1. ตำบลเรือง  ตำบลบ่อสวก  อำเภอเมือง  จังหวัดน่าน

  2. ตำบลน้ำเกี๋ยน  กิ่งอำเภอภูเพียง  จังหวัดน่าน

  3. ตำบลภูคา  อำเภอปัว  จังหวัดน่าน

  4. ตำบลเมืองลี  อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน

  5. อำเภอนาน้อย

จำนวนเพาะปลูก

            มีเกษตรกรปลูกจำนวน 254 ราย พื้นที่ปลูก 1,348 ไร่ 112,748 ต้น

  วิธีการเก็บเกี่ยว

  1. เก็บเกี่ยวโดยการเด็ดยอดและใบอ่อน

  2. นำใบเมี่ยงมาทำความสะอาด แล้วนำไปหมัก

    ราคาจำหน่าย

  1. ขายใบสด ( กำ )มัดละ               2        บาท

  2. ขายใบที่นึ่งแล้ว มัดละ                2 – 10 บาท

  3. ขายใบที่หมักแล้ว มัดละ            3 – 5   บาท

  4. ขายใบรูปทำเป็นอม (ม้วนละ)  1         บาท/4 ม้วน

ระบบนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ของต้นเมี่ยง

ระบบนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์โดยทั่วไปสามารถพบต้นเมี่ยงได้ตามภูเขาสูงหรือตามไหล่เขาที่มีอากาศเย็นชื้นเพราะเมี่ยงเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็น เจริญเติบโตได้ตามภูเขาสูงหรือตามไหล่เขาที่มีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำ มีสภาพอากาศดีซึ่งจะกระจายพันธุ์ในธรรมชาติได้อย่าง กว้างขวาง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต

เมี่ยงจะเจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่เย็นตามภูเขาสูง  ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านแร่ธาตุและสารอาหารของพืช

 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน

    ขั้นตอนการทำ

  1. เก็บเกี่ยวโดยเด็ดยอดและใบอ่อน

  2. นำใบเมี่ยงมาล้างทำความสะอาด

  3. นำเมี่ยงที่ล้างมามัดด้วยตอก  เรียกว่า  เป็นกำ  ( 1 มัดพอดีกับกำมือ )

  4. ใบเมี่ยงมัดแล้วที่ผึ่งให้เย็น แล้วนำมาบรรจุในถุง โดยการนำใบเมี่ยง                       เรียงให้เป็นระเบียบและกดให้แน่น

  5. นำน้ำสะอาดแช่ใบเมี่ยง ประมาณ 2-3-5 ลิตร คลุมด้วยพลาสติก นำใบเมี่ยง               (พืชป่าชนิดหนึ่งมีรสเปรี้ยว) ที่นึ่งแล้วมาวางทับกดให้แน่น ปิดให้สนิท                  เก็บไว้ประมาณ 1 เดือนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย

ผลิตภัณฑ์จากใบเมี่ยง

                                นำมาม้วนเพื่อเป็นของว่างอยู่หลายชนิด เช่น เมี่ยงหวาน เมี่ยงเค็ม เมี่ยงขิง  เมี่ยงใส่กระเทียมดอง เมี่ยงมะกอกป่า เมี่ยงมะขามเปียก เมี่ยงหมี่ เมี่ยงสามรส เป็นต้น คนชาวเหนือครั้งกระโน้น  นิยมอมเมี่ยงหลังกินข้าวหรืออมระหว่างมื้ออาหาร  กันปากว่าง  รสเปรี้ยวแถมฝาดพอชุ่มคอดี ของที่เขาห่อในใบเมี่ยงเรียกว่า  “ไส้เมี่ยง”  ซึ่งดัดแปลงกันได้หลายตำรา บางแห่งก็ใช้เนื้อ  มะพร้าวห้าว  หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปคั่วหรือทอดให้กรอบ จึงผสม กับถั่วลิสงทอดหรือ  ถั่วแปะยี  ซึ่งบางแห่งเขาก็เรียกว่า   ถั่วแปะหล่อ  ถั่วที่จะทำไส้เมี่ยงทอดให้กรอบดี แต่อย่าให้ถั่วไหม้เป็นอันขาด    จึงโรยเกลือและน้ำตาลทราย เวลานำไส้ตำรานี้มาห่อใบเมี่ยง เมี่ยงจะมีรสมันและ  เค็มปะแล่ม ๆ อาจจะเป็นไส้เมี่ยงที่บรรดาข้าหลวงในตำหนักพระราชชายา  เจ้าดารารัศมี รับประทานกันก็ได้ เพราะอร่อยกว่าไส้เมี่ยงใส่เกลือเม็ด ที่ผู้คนระดับ  “ฝุ่นเมือง”  สมัยโน้นเขากินกัน

การกินเมี่ยงแบบที่คนล้านนาสมัยโบราน ฯ เขากินกันนั้น ได้เห็นที่พม่าตองเฉพาะที่พุกาม ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ตามร้านเครื่องเขินแทบจะทุกแห่ง ในโถเคลือบใส่ใบเมี่ยง และจะมีจานเคลือบใส่เครื่องเมี่ยง เช่น ขิงหั่น ถั่วลิสง เพราะฉะนั้นพอจะพูดได้ว่า การกินเมี่ยงของพุกามกับของบ้านเราในภาคเหนือดูจะ “เครือกัน”

เมี่ยง ตามความเข้าใจของคนในยุคปัจจุบัน คือ ของกินเล่น ประกอบด้วย                องค์สาม คือ  เครื่องเมี่ยง  น้ำเมี่ยง  และใบเมี่ยง   เช่นเครื่องเมี่ยงอันได้แก่   มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง  หัวหอม  มะนาว ขิง และถั่วลิสง  เมี่ยงคือน้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับเครื่องปรุงรส  ต่าง ๆ และใบเมี่ยงก็ได้แก่  ใบทองหลาง  ใบชะพลู  เป็นต้น  เมี่ยงอย่างที่เล่ามาเป็น ของไทยแท้ที่คนในชาติตะวันตก ไม่มีกิน ส่วนบางชาติในเอเชียอาจจะมีเมี่ยง ไว้กินเล่น   เช่น  เมี่ยงหมี่  “แหนมเนือง”   ซึ่งก็จัดเป็นอาหารประเภทเมี่ยงได้เหมือนกัน แต่คงจะไม่มีมากมายหลายตำรับเหมือนของไทย วิธีปรุงเมี่ยงมากมายอย่างนั้น   ย่อมแสดงให้เห็นว่า เมี่ยงเป็นของกินที่สั่งสมมานมนานในวัฒนธรรมการกินอยู่    ของไทย จะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน”   ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่ทรงนิพนธ์ไว้

เมี่ยงคำเป็นของกิน    คงกระพันชาตรี  คือ  อยู่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นอย่างน้อย เดียวนี้คนก็นิยมกินอยู่  มิหนำซ้ำยังปรับปรุงรูปแบบให้ทันยุคสมัย คือใส่กระด้งใส่ถาด สำหรับนั่งล้อมวงกินก็ได้  ใส่ถุงพลาสติกขายตาม “ตลาดในห้าง ฯ”  ให้ผู้คนซื้อไปกินที่บ้านก็ได้  หรือจะกินเมี่ยงเม็ดแบบอาหารมนุษย์อวกาศก็ได้อีกโดยผู้ปรุงจำหน่ายนำเครื่องเมี่ยงคลุกน้ำตาลปี้บเคี่ยวกับน้ำปลา ได้รสเค็ม – หวาน – มัน  แล้วจึงปั้นเป็นลูกกลอน บรรจุถุงให้ลูกค้าซื้อไปเคี้ยวเล่น  ส่วนเมี่ยงปลาทูนั้น  คนก็ยังรู้จัก ยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งปลาทูนึ่งไปเที่ยวได้ทุกภาคเพราะการขนส่งสะดวก เมืองไทยจึงกินเมี่ยงปลาทูกันทั่วไปหมด             เนื่องด้วยของกินอร่อย เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี…  เมี่ยงสมอ … แปลก …  คนส่วนมากคิดอย่างนั้น    เพราะผลสมอเป็นอย่างไร   ยังมีคนไม่รู้จักอีกมากมายในยุคนี้  เมี่ยงสมอเป็นของกินทำง่าย อร่อย และมีประโยชน์ เพราะสมอเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าอย่างหนึ่ง คนไทยโบราณ ท่านฉลาด นำของดี ๆ ในท้องถิ่นมาปรุงเป็นของกินที่อร่อยลิ้น     โดยเฉพาะอาหารประเภทเมี่ยง   ซึ่งควรจะกินแบบไทย การกินแบบไทยนั้น  สะท้อนให้เห็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของคนไทย  คือชอบการสังสรรค์  ชอบสมาคม ดูอย่างการลงแขกเกี่ยวข้าว การช่วยกัน “ปรุงเรือน” ของคนแต่ก่อน    ตลอดจนการละเล่นพื้นบ้าน  เช่น ฉ่อย ลำตัด รำเหย่ย เต้นกำรำเคี่ยว เพลงเรือ ฯลฯ  ล้วนแต่เป็นลักษณะของการเข้าพวก  ฉะนั้นอาหารประเภทเมี่ยง จึงโอชานัก  ถ้าล้อมวงกินกันหลายคน หยิบกันคนละหมุบคนละหมับ  อร่อยเขาหล่ะ ถ้าใครทำเมี่ยงแล้วนั่งกินคนเดียวตามลำพัง จะดูราวกับเป็นนกไร้ขน  คนไร้เพื่อน  เซ็งตายเลย เพราะอย่างนี้     นี่เอง  คนไทยจึงมีตำรับทำเมี่ยงกินกว่าครึ่งร้อย  สำหรับล้อมวงกินกันให้อร่อย

 

เมี่ยงน่าน

“เมี่ยงน่าน” เป็นเมี่ยงที่มีรสชาติดีไม่เหมือนที่อื่นและ ไส้เมี่ยงนั้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีหลากหลายไส้ให้เลือกรับประทานกัน

1.  ไส้ขิง                    มีรสเผ็ด หวาน หอมกลิ่นขิง รับประทานแล้วทำให้ชุ่มคอ

2.  ไส้มะขาม            มีรสเปรี้ยว  หวานมันกลมกล่อม  โดยการนำเอามะขามเปียกมาเคี่ยวกับน้ำอ้อย

และ กะทิทำให้มีรสที่แปลกใหม่และอร่อย

3.  ไส้หมี่                  มีรสหวานมัน   หอมกลิ่นมะพร้าว

4.  ไส้มะกอก          จะใช้มะกอกป่าที่มีรสฝาดมีกลิ่นหอมแบบมะกอกพื้นเมืองจะมีรสเปรี้ยวและทำ

ให้ชุ่มคอ

5.  ไส้กระเทียม      รสเปรี้ยว   หวานมัน    มีกลิ่นหอมของกระเทียมดองที่ผ่านการดองจนเข้าที่รวม

กับรสของใบ เมี่ยงที่ผ่านการหมักมาอย่างดีทำให้เกิดการผสมผสานกันจนได้

รสชาติที่อร่อยอย่างลงตัว

6.  ไส้เกลือ                จะใส่เฉพาะเกลือทำให้รสชาติของเมี่ยงน่านได้อย่างแท้จริง จะมีรสเปรี้ยวและเค็มเล็กน้อย

7.  ไส้น้ำตาล             ความหวานจากน้ำตาลผสมกับความเปรี้ยวของเมี่ยงน่าน จนได้รสเปรี้ยวหวาน

แบบเฉพาะตัว

8.  ไส้มะนาว              นำมะนาวที่สดมาทำไส้ ผสมกับเกลือละน้ำตาลเมื่ออมจะได้กลิ่นมะนาว  รู้สึก

ชุ่มคอ ช่วยแก้อาการเจ็บคอ แก้กระหายได้อย่างดี

9.  ไส้สามรส             เป็นการนำไส้เมี่ยงรสต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นไส้ขิง , ไส้มะขาม , ไส้หมี่ ไส้มะกอก ,  ไส้กระเทียม , ไส้เกลือ , ไส้น้ำตาล , และไส้มะนาวมารวมกันชนิดใดก็ได้ 3ไส้ ก็จะได้รสชาติของเมี่ยงที่อร่อยและแปลกออกไป

 

การศึกษาด้านนิเวศวิทยา  :  สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว

การศึกษาด้านนิเวศวิทยา สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว”   นั้นหมายความว่าต้นเมี่ยงนั้นเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่เย็นก็ย่อมสรรพสิ่งมีชีวิตที่มาเกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มเจริญเติบโต     จนถึงเจริญเติบโตเต็มที่ย่อมพึ่งพาอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

ปลวก

เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยโดยการสร้างรังอยู่บริเวณโคนต้นเมี่ยงเพราะบริเวณโคนต้นเมี่ยงมีความเย็นชื้นและปลวกก็จะพึ่งพาอาศัยโดยการสร้างรังที่บริเวณโคนต้นเมี่ยง  ถือว่าเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพราะปลวกจะสร้างรังบริเวณโคนต้นเมี่ยงทำให้อุณหภูมิที่โคนต้นเมี่ยงนั้นมีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

มด

มดเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยโดยการทำรังอยู่บนต้นเมี่ยง  เช่น  มดแดงที่อาศัยใบของต้นเมี่ยงมา ทำรังและต้นเมี่ยงก็พึ่งพาอาศัยมดเหล่านี้จากการที่สัตว์ต่างๆ มาทำลายต้นเมี่ยงรวมทั้งมนุษย์     อีกด้วย เพราะถ้าหากมีสิ่งมีชีวิตชนิดที่มารบกวนรังมดหรือรบกวนต้นเมี่ยงมดเหล่านี้ก็จะกัดสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสังเกตได้ว่าต้นเมี่ยงใดที่มีมดอาศัยอยู่มากๆ  ต้นเมี่ยงจะไม่ถูกทำลายหรือไม่ค่อย     มีชาวสวนไปเก็บใบเมี่ยงต้นนั้นเพราะกลัวมดกัด

หนอน

ต้นเมี่ยงนั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยของหนอนและเป็นแหล่งอาหารรวมทั้งแหล่งขยายพันธุ์ของหนอนเหล่านั้นอีกด้วยเพราะหนอนที่ถูกแมลงวางไข่ก็อาศัยใบเมี่ยงเป็นที่เจริญเติบโตและกัดกินใบของเมี่ยงเป็นอาหารจนเจริญเติบโตเป็นแมลงต่อไป  โดยเฉพาะหนอนผีเสื้อที่ตอนเป็นตัวหนอนจะสร้างความเสียหายให้กับใบเมี่ยงเพราะกัดกินเป็นอาหาร  แต่เมื่อหนอนเหล่านั้นเจริญเติบโตเป็นผีเสื้อก็จะช่วยผสมเกสรให้กับต้นเมี่ยงเพราะผีเสื้อจะตอมดูดน้ำหวานจากดอกเมี่ยง  และจะช่วยผสมเกสรให้กับต้นเมี่ยงได้ขยายพันธุ์ในภายภาคหน้าต่อไป

มดตาเพีย

มดตาเพียจะอาศัยอยู่ที่ต้นเมี่ยงเมื่อสัมผัสหรือเข้าตาจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนมากจนทำให้ชาวสวนหรือสัตว์ที่มากัดกินใบเมี่ยงโดนมดตาเพียเข้าตาทำให้ปวดตาและแสบมากทำให้      ตาแดงและบวม

แมงแก็ง

แมงแก็งเป็นภาษาชาวบ้านเรียกแมลงปีกแข็งเล็กๆ  ที่มีกลิ่นเหม็นมาก เมื่อโดนหรือสัมผัสกับปัสสาวะของแมงแก็ง  จะมีอาการคันปวดแสบปวดร้อน ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่จะพบบริเวณต้นเมี่ยง

            นก

นกเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ชอบกินผลและเมล็ดของต้นเมี่ยง  ในช่วงที่มีการจิกกินเมล็ด     บางครั้งเมล็ดเมี่ยงจะหล่นยังบริเวณต่างๆ ซึ่งถ้าบริเวณนั้นมีสภาพที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต   ของต้นเมี่ยงก็จะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ดังนั้นนกจึงมีส่วนช่วยในการกระจายพันธุ์ของต้นเมี่ยงในพื้นที่ต่างๆซึ่งถือว่าเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

 

ผึ้งและผีเสื้อ

ต้นเมี่ยงที่ออกดอกจะมีผึ้งและผีเสื้อมาดูดกินน้ำหวานจากเกสรองดอกเมี่ยง ซึ่งแมลงเหล่านี้มีส่วนช่วยในการผสมเกสร ทั้งต้นเมี่ยง  ผึ้ง และผีเสื้อจึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน (ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน)

 

หญ้าหรือวัชพืชต่างๆ

เนื่องจากบริเวณต้นเมี่ยงจะมีความเย็นชื้น หญ้าจึงเจริญเติบโตได้ดี ในระยะแรกๆหญ้าจะสามารถรักษาความชุ่มชื้นในดินให้กับต้นเมี่ยง แต่เมื่อหญ้าเริ่มรกมากขึ้น ชาวสวนส่วนใหญ่จะกำจัดวัชพืชรอบๆ โคนต้นเพื่อไม่ให้แย่งอาหารของต้นเมี่ยง

ประโยชน์ของเมี่ยง

 

ประโยชน์ทางอาหาร

ใบเมี่ยงสดจะนำมาแกงกับหน่อไม้   ยำรับประทาน  ใบอ่อนพอประมาณเป็นผักแกล้มกับลาบ  ก้อย หรู  อาหารของชาวเหนือให้มีรสชาติดีขึ้น  และช่วยดับกลิ่นคาว หรือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในจังหวัดน่านนิยมทำกันจนเป็นพืชเศรษฐกิจทำให้เกิดผลิตภัณฑ์จากใบเมี่ยง โดยการ นำใบเมี่ยงมาเรียงเป็นตับๆมัดด้วยตอกให้นิ่ม แล้วนำไปนึ่งหมักกับเกลือให้มีรสชาติดีแล้วนำไปหมักไว้ตั้งแต่   1-3 เดือนแล้วนำมารับประทานเป็นของว่างใช้อมกันสำหรับชาวบ้าน และพัฒนาให้มีความ         หลากหลายรสชาติจนขายทำรายได้ให้กับชาวบ้านอย่างมากมาย

สรรพคุณทางยา

ใบ

-ทำให้หายเหนื่อยไม่ง่วงนอน รู้สึกกระปรี้กระเปร่า

-แก้โรคบิด

-แก้โรคท้องร่วง

-สมานบาดแผล

-แก้กระหายน้ำ   ชุ่มคอ

-ขับปัสสาวะ

-ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ

-แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

กากใบเมี่ยง

-ใช้พอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือแผลไฟไหม้

ดอก

-แก้ปวดเมื่อย

-แก้ผื่นคัน

-แก้อาการร้อนใน  กระหายน้ำ

ราก

-ทำให้อาเจียน  ขับปัสสาวะ

-บำรุงกำลัง

เปลือก

-แก้ท้องเสีย

ยาง

-ใช้สมานแผล

-ขับน้ำเหลือง

-บำรุงกำลัง

หนังสืออ้างอิง– (มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา, 2547)

(ไซมอน   การ์ดเบอร์  และคณะ,2543)

 

การขยายพันธุ์ของต้นเมี่ยง

 ต้นเมี่ยงสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี

-เพาะเมล็ด

-การปักชำกิ่ง

-การต่อกิ่ง

-การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

(มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา, 2547)

นอกจากนี้มนุษย์จะมีส่วนช่วยในการขยายพันธุ์ของต้นเมี่ยงด้วยวิธีต่างๆแล้ว แต่ในธรรมชาติก็มีวิธีการต่างๆอีกมากมายที่ช่วยในการขยายพันธุ์ บางครั้งธรรมชาติของต้นเมี่ยงและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติก็สามารถขยายพันธุ์ต้นเมี่ยงได้ดีกว่า เพราะจากการสัมภาษณ์และสอบถามชาวบ้านที่ทำสวนเมี่ยงซึ่งใกล้ชิดผูกพันทราบเรื่องราวของต้นเมี่ยงเป็นอย่างดีบอกว่าแมลงต่างๆ เช่น ผึ้ง ผีเสื้อ ต่อ และแมลงอื่นๆ สัตว์เหล่านี้จะช่วยในการผสมเกสรของดอกเมี่ยงได้เป็นอย่างดีทำให้ต้นเมี่ยงเจริญเติบโตได้ดีโดยไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อ

สรรสิ่งมีชีวิตอีกด้วย

สรุปและวิจารณ์ผลการศึกษา

สรุปผลการศึกษา

เมี่ยงเป็นไม่พุ่ม  สูงประมาณ 2-3 เมตร      ใบ เป็นใบเดี่ยวขอบใบลักษณะเป็นขอบจักรเล็ก ๆ เหมือน ฟันเลื่อย  มีความเหนียว  ผิวมัน  เป็นรูปไข่หรือใบหอกเห็นเส้นใบได้อย่างชัดเจน  มีความยาวประมาณ  6-12  เซนติเมตร  กว้าง  3-4  เซนติเมตร     ดอก เป็นดอกเดียวมีสีขาวหรือสีเหลืองนวลกลีบดอกมีขอบบางเมื่อถูกแสงแดดจะเหี่ยวได้ง่าย แต่สามารถบานและสดชื่นได้อีกในตอนเช้าและเย็น    ผล ของต้นเมี่ยงมีลักษณะกลมพูเป็นแคปซูล เมื่อแก่เติมที่จะแตกออกและมีเมล็ดสีดำอยู่ข้างใน 2-3 เมล็ด   เมล็ดหล่นลงสู่พื้นดิน อยู่ในภาวะที่พร้อมจะงอก  เมล็ดเมี่ยงก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นเมี่ยงต่อไป    ส่วนเกสร ของดอกเมี่ยงจะออกตรงกลางของดอกปลายก้านชูอับละอองเรณูจะมีอับละอองเรณูสีเหลืองอ่อนจนถึงเข้ม ซึ่งเกสรเหล่านี้จะมีแมลงจำพวกผึ้ง  ผีเสื้อ มาช่วยในการผสมเกสรให้กับต้นเมี่ยง

ต้นเมี่ยงจะเจริญเติบโตได้ในสภาพภูมิอากาศที่มีความเย็นชื้น  ตามเชิงเขา  ดินอุดมสมบูรณ์แต่ถ้าเมี่ยงที่ปลูกในพื้นที่ราบ อากาศไม่เย็นชื้น ต้นเมี่ยงจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีหรือจะตายได้        ในที่สุดสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามใบเมี่ยง  คือ  หนอนผีเสื้อที่กัดกินใบเมี่ยงทำให้เดความเสียหาย   นอกจากนี้ยังมีสัตว์จำพวกมดแดงที่ทำรังอยู่บนต้นเมี่ยง  ส่วนบริเวณโคนต้นที่มีความอุดมบูรณ์หรือเจริญเติบโตที่จะมีสัตว์จำพวกปลวกมาอาศัยอยู่  แต่สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านกลัวกันมากนั่นคือ  ตัวหาญ  ซึ่งมีลักษณะเหมือนหนอนเขียว เมื่อสัมผัสจะเกิดอาการคัน    และปวดแสบปวดร้อนมาก

ต้นเมี่ยงจะมียอดอ่อนออกมาตลอดทุก ๆ เดือน ซึ่งเทคนิคในการเก็บใบเมี่ยงของเกษตรกรจะเด็ดใบเมี่ยงโดยเหลือบริเวณก้านใบไว้เล็กน้อยหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ หูเมี่ยง ” ทั้งนี้เพื่อทำให้ต้นเมี่ยงสามารถผลิต ใบออกมาทดแทนใหม่ได้ชาวบ้านมักจะนำยอดและใบเมี่ยงมารับประทานร่วมกับ       น้ำพริก ลาบ ฯลฯ ใบที่เจริญเติบโตเต็มที่แต่ไม่มากนักจะมีการนำมาทำเป็นเมี่ยงอมโดยผ่าน   กระบวนการหมัก  นอกจากนี้ยอดอ่อนของเมี่ยงยังสามารถนำมาทำเป็นชาเมี่ยงได้อีกด้วย

การเจริญเติบโตของต้นเมี่ยงเริ่มจากเมล็ด ต้นอ่อนจนสามารถเป็นต้นเมี่ยงที่โตอย่างเต็มที่ปัจจัยที่สำคัญนั่นคือระบบนิเวศ สภาพภูมิอากาศที่เย็นชื้น ดินอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะแก่การเจริญ เติบโต

          ราก   ในส่วนของรากจะแตกแขนงลึกลงไปในดิน เป็นรากฝอยมีลักษณะแข็งและเหนียว

           ใบ ใบที่งอกออกมาใหม่จะมีสีเขียวอ่อนและมีกลิ่นหอมมากกว่าใบที่แก่แล้วออกสลับเรียง    กันขอบใบจะมีลักษณะใบจะมีลักษณะเป็นขอบจักรแหลมเหมือนฟันเลื่อย

          ดอก  เป็นดอกเดี่ยวรวมกันประมาณ 2-3 ดอก  แต่ละดอกมี 4-5 กลีบ มีกลิ่นหอมเมื่อกลีบดอกเจริญเติบโตและเหี่ยวแห้งไปจะเหลือผลที่มีเมล็ดอยู่ภายใน

          ผล    มีลักษณะสีเขียวเข้ม  แข็ง  ภายในมีเมล็ดอยู่ 2-3 เมล็ด   เมื่อแก่เต็มที่ผลจะแตกออกเมล็ด   ที่อยู่ภายในสามารถที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้

         เมล็ด  มีสีน้ำตาลหรือสีดำ มีลักษณะแข็งอยู่ภายใน

วิจารณ์ผลการศึกษา

การศึกษาเกี่ยวกับเมี่ยงผลการศึกษาที่ได้ค้นคว้าจากหนังสือเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับสิ่งที่ศึกษาและสัมผัสด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะส่วนต่าง ๆ ของต้นเมี่ยง         การกระจายพันธุ์ตลอดจนสภาพภูมิอากาศระบบนิเวศที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตแต่การที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองนั้นทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติจริง ๆ  ได้ความรู้ในเชิงระบบนิเวศวิทยามากกว่าในหนังสือ   เช่น    การกระจายพันธุ์นอกจะมีมนุษย์เป็นตัวการสำคัญวิธีการต่าง ๆ (การต่อกิ่ง  เมล็ด   การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  การปักชำ)  สิ่งที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั้นคือ  นกและแมลงต่าง ๆ    ที่นำเมล็ดเมี่ยงไปกระจายพันธุ์บริเวณต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันการที่ได้ศึกษาในหนังสือก็ทำให้ได้ความรู้ในด้านอนุกรมวิธานของต้นเมี่ยงมากกว่าการศึกษาด้วยตนเอง เช่น ทำให้รู้ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ ชื่อสามัญ เป็นต้น

 

แหล่งอ้างอิงที่มาของข้อมูล

สัมภาษณ์:

นายจันทร์  ลกไพร    บ้านเลขที่  57  บ้านภูกอก  ตำบลสะกาด   อำเภอปัว  จังหวัดน่าน

นายเคลื่อนโยธา      บ้านเลขที่ 78  หมู่  1  บ้านศรีนาป่าน  ตำบลเรือง   อำเภอเมือง  จังหวัดน่าน

นางไทย  สบหลม   บ้านเลขที่ 69 หมู่  1    ตำบลบัวใหญ่  อำเภอนาน้อย  จังหวัดน่าน

หนังสือ:

ไซมอน   การ์ดเนอร์  และคณะ.  ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือการศึกษาพรรณไม้ในป่าภาคเหนือประเทศไทย.กรุงเทพฯ:โครงการจัดพิมพ์คบไฟ,2543

เสริมสิริ  วินิจฉัยกุล.  สมุนไพรพื้นบ้าน.กรุงเทพฯ:มปท.,มปป.

มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา. ผักพื้นบ้านภาคเหนือ พิมพ์ครั้งที่ 2 .นนทบุรี , มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา,2547

วัฒนธรรมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการ  CD ROM ข้อมูลวัฒนธรรมภาคเหนือ, 2545





ใส่ความเห็น